ลดขั้นจ่าเปปเปอร์

พ้นไปจากความคิดถึงวันวาน มองลึกลงไปก็พบว่ามีเพลงธรรมดาอยู่มากมาย

โรเบิร์ต ฮิลเบิร์น
31 พฤษภาคม 1987

ริชาร์ด โกลด์สตีน หนึ่งในนักวิจารณ์เพลงร็อกคนแรก ๆ ของสหรัฐฯ ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาในการขอโทษสำหรับการตัดสินใจครั้งแรกของเขาเกี่ยวกับอัลบั้ม Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band

เมื่อยี่สิบปีก่อน ริชาร์ด โกลด์สตีนเขียนบทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ โดยระบุว่าอัลบั้มที่ต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงร็อกนั้นเป็นเพียง “ผลงานที่ไม่มีอะไรโดดเด่น”

ลองจินตนาการดูว่าคำพูดเหล่านั้นถูกหยิบยกมาใช้กี่ครั้งเพื่อแสดงให้เห็นว่านักวิจารณ์สามารถผิดพลาดได้มากเพียงใด

ในนิตยสาร Rolling Stone ฉบับล่าสุด โกลด์สตีนกลับมาสำนึกผิดอีกครั้งต่อความผิดพลาดของเขา โดยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกผิด”

แต่ท่านรู้อะไรไหม? ข้าพเจ้าคิดว่าเขาคิดถูกตั้งแต่ครั้งแรกแล้วต่างหาก

Sgt. Pepper เป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในวัฒนธรรมป๊อป ถือเป็นจุดสูงสุดของการที่คนรุ่นหนึ่งหลงใหลในการเปลี่ยนแปลงระเบียบสังคมใหม่ ดังนั้น อัลบั้มนี้จึงยังคงเป็นผลงานระดับตำนานที่ถือเป็นสิ่งจำเป็นในห้องสมุดเพลงร็อกทุกแห่ง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ดนตรีล้วน ๆ เพลงส่วนใหญ่ใน Sgt. Pepper ก็เป็นไปตามที่โกลด์สตีนเคยว่าไว้จริง ๆ “ไม่มีอะไรโดดเด่น”

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของมหาชนก็ยังคงอยู่ข้าง Sgt. Pepper อย่างแน่นอน.

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิจารณ์และผู้จัดรายการ 100 คนถูกถามโดยพอล แกมบักชินี นักข่าวเพลงป็อปชาวอังกฤษ ให้ระบุชื่ออัลบั้มร็อกที่ดีที่สุดตลอดกาล ผลลัพธ์ก็แทบไม่ต้องเดาเลย Sgt. Pepper ชนะขาดลอยแบบถล่มทลาย.

ในทำนองเดียวกัน การสำรวจความคิดเห็นผู้อ่านของหนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลิสไทมส์ เมื่อเดือนที่แล้วก็ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน Sgt. Pepper เอาชนะคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดได้เกือบสองต่อหนึ่ง.

ทำไมถึงมีคนจำนวนมากที่ยืนยันว่าอัลบั้มนี้ยอดเยี่ยม?

คำเดาของข้าพเจ้าคือ พวกเขาไม่ได้ฟังมันมานานมากๆๆๆ แล้ว

เมื่อยี่สิบปีก่อนในวันพรุ่งนี้ (1 มิถุนายน ค.ศ. 1967) โลกได้ยินเสียงของ Sgt. Pepper เป็นครั้งแรก และไม่มีทางจะพูดเกินจริงได้เลยถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่อัลบั้มนี้มีในช่วงเวลานั้น

โลกในปี 1967 นั้นแตกต่างออกไปอย่างที่ท่านอาจไม่เข้าใจ เว้นแต่ว่าท่านจะเป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นที่กำลังรู้สึกถึงความตื่นเต้นเร้าใจอย่างล้นหลาม ขณะที่โลกเก่าของพ่อแม่พวกเขาที่เต็มไปด้วยความเสแสร้งและความเสื่อมถอยกำลังถูกชะล้างหายไป

ร็อกแอนด์โรล ซึ่งเป็นการรวมตัวแบบนอกกรอบของเพลงคันทรี บลูส์ และกอสเปล ได้กลายเป็นเป้าถูกโจมตีจากผู้ใหญ่ทันทีที่มันปรากฏขึ้นในยุค 50 แต่กลับกลายเป็นภาษาที่คนหนุ่มสาวเลือกใช้ในการเคลื่อนไหวของพวกเขา แผ่นเสียงบันทึกแต่ละก้าวราวกับเป็น Magical Mystery Tour ชุมชนคนรักร็อกไม่ได้แค่ฟังเพลงใหม่ ๆ พวกเขาศึกษาและตื่นตาตื่นใจกับมัน

สารไม่ได้อยู่แค่ในเนื้อเพลงเท่านั้น แต่ยังแฝงอยู่ในเสียงดนตรีที่แปลกใหม่และหลอนประสาท รวมไปถึงงานศิลปะบนปกอัลบั้ม ราวกับว่าทุกอย่างคือรหัสลับ ที่จะถอดได้เฉพาะสมาชิกของสังคมวัยรุ่นสุดพิเศษนี้เท่านั้น

ในปี 1967 เดอะบีทเทิลส์ได้ก้าวข้ามจากความไร้เดียงสาแบบวัยรุ่นในเพลง “I Want to Hold Your Hand” มานานแล้ว และได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความสร้างสรรค์ของยุคสมัยนั้น ขณะที่บ็อบ ดีแลนได้รับการยกย่องจากปัญญาชนว่าเป็นกษัตริย์นักปรัชญา แต่เดอะบีทเทิลส์คือวีรบุรุษของประชาชน หรือถ้าจะพูดอีกแบบก็คือ เป็นดั่งนักบวชสูงสุดแห่งยุคสมัยนั้น

หลังจากความสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาดและอารมณ์ที่หลากหลายอันน่าทึ่งในอัลบั้ม Revolver และ Rubber Soul ของเดอะบีทเทิลส์ ชุมชนดนตรีร็อกต่างเฝ้ารออัลบั้มใหม่ของพวกเขาราวกับที่ชาวคาทอลิกทั่วโลกรอการมาเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปา

และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง

ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ดูพิเศษไปหมด

การสำรวจเริ่มต้นจากปกอัลบั้ม ซึ่งเป็นภาพตัดต่อที่น่าหลงใหล (ออกแบบโดยศิลปิน ปีเตอร์ เบลก และ แจนน์ ฮอว์เวิร์ธ) โดยมีเดอะบีทเทิลส์สวมชุดวงโยธวาทิตสมัยเก่าสีสันสดใส ยืนอยู่หน้าฝูงชนที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงและไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ใบหน้าต่าง ๆ ในภาพถ่ายเหล่านั้นส่วนใหญ่ถูกเลือกมาจากรายชื่อที่สมาชิกวงเดอะบีทเทิลส์เป็นผู้เสนอเอง

เหล่าวีรบุรุษทางวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่าง มาร์ลอน แบรนโด และ เลนนี่ บรูซ นั้นสังเกตเห็นได้ไม่ยาก แต่แฟน ๆ หลายคนใช้เวลาหลายชั่วโมง บางคนถึงกับหลายวัน พยายามหาคำตอบว่าใครคือ ดร. เดวิด ลิฟวิงสโตน (มิชชันนารีและนักสำรวจชาวอังกฤษ) และ อัลเบิร์ต สตับบินส์ (นักฟุตบอลจากลิเวอร์พูล)

และไม่ใช่แค่รูปถ่ายเท่านั้นที่น่าสนใจในงานศิลป์นั้น พื้นดินด้านหน้าที่วงเดอะบีทเทิลส์ยืนอยู่นั่นใช่แปลงต้นกัญชาหรือเปล่า? แล้วทำไมพอล แม็กคาร์ตนีย์ถึงหันหลังให้กล้องในภาพด้านหลังปกอัลบั้ม? (ซึ่งต่อมาภาพนี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในข่าวลือเรื่อง “พอลตายแล้ว”) นอกจากนี้ เนื้อเพลงทั้งหมดก็ถูกพิมพ์ไว้ที่ด้านหลังปกอัลบั้มด้วย ถือเป็นการประกาศอย่างกล้าหาญว่าเนื้อเพลงร็อกแอนด์โรลนั้นมีความสำคัญอย่างแท้จริง

ดนตรีในอัลบั้มนั้นเองก็ฟังดู “ระเบิดจิต” ตามภาษาของยุคนั้น อัลบั้มมีความยาวเพียง 39 นาที แต่ในการฟังครั้งแรกกลับรู้สึกเหมือนกินเวลาหลายชั่วโมง เพราะท่านมัวแต่ตื่นตะลึงกับความทะเยอทะยานของวง อัลบั้มนี้ใช้ทุนสร้างถึง 75,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนสำหรับอัลบั้มร็อก และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเวทมนตร์ในห้องอัดที่ชวนตื่นเต้นอย่างแท้จริง (วิศวกรเสียง เจฟฟ์ เอเมอริก ได้เล่าย้อนถึงช่วงการบันทึกเสียงไว้ในบทสัมภาษณ์ที่หน้า 57)

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือแนวคิดของ “อัลบั้มคอนเซปต์” ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของดนตรีร็อก แทนที่จะมีช่วงหยุดระหว่างเพลงเหมือนอัลบั้มทั่วไป เพลงต่าง ๆ กลับเชื่อมต่อกันเป็นสายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยยังมีการนำเพลงเปิดมาเล่นซ้ำใกล้ช่วงท้ายของอัลบั้ม นี่ไม่ใช่แค่การรวบรวมซิงเกิลหลายเพลง แต่คือผลงานที่ถูกร้อยเรียงอย่างเป็นหนึ่งเดียว

แม็กคาร์ตนีย์เป็นผู้เริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้ ด้วยการเชิญชวนเราสู่คอนเสิร์ตในจินตนาการของวง Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band “คอนเสิร์ต” นี้เริ่มต้นขึ้นด้วยริงโก้ สตาร์ รับบทเป็นบิลลี่ เชียร์ส ร้องเพลง “A Little Help From My Friends” จากนั้นเรื่องราวก็ดำเนินไปผ่านอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายและน่าประทับใจ

ทุกอย่างถูกยกระดับขึ้นด้วยการเรียบเรียงดนตรีที่แปลกใหม่และเทคนิคในสตูดิโอที่สร้างสรรค์ จนทำให้การบันทึกเสียงก่อนหน้านั้นดูซีดจางราวกับภาพขาวดำ เมื่อเทียบกับความสดใสแบบเทคนิคคัลเลอร์ของ Pepper

ในช่วง "ฤดูร้อนแห่งความรัก" อัลบั้มนี้ดูราวกับเป็นการยืนยันถึงทุกสิ่งที่คนรุ่นนั้นเชื่อเกี่ยวกับสถานะอันพิเศษของพวกเขาในหน้าประวัติศาสตร์ แผ่นเสียงขายได้ถึง 2.5 ล้านแผ่นภายในสามเดือนแรก ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกตะลึงสำหรับยุคนั้น และอยู่ในชาร์ตยาวนานถึง 113 สัปดาห์ (ปัจจุบันยอดขายทั่วโลกของอัลบั้มนี้ทะลุ 15 ล้านแผ่นแล้ว)

แต่ปี 1967 ดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที ในที่สุด แผ่นเสียง Sgt. Pepper เหล่านั้นก็ถูกเก็บขึ้นไปบนชั้น . . . สึกหรอ เป็นรอยขีดข่วน ขาดรุ่งริ่ง . . . ไม่ต่างอะไรจากความฝันมากมายของยุคนั้นที่เลือนหายไปตามกาลเวลา 

พอถึงปี 1968 นิกสันก็เข้าทำเนียบขาว และเรแกนก็ขึ้นสู่อำนาจในรัฐแคลิฟอร์เนีย แม้แต่เดอะบีทเทิลส์เองก็เริ่มมีรอยร้าวและแตกแยกจากกันแล้ว

มันง่ายเหลือเกินที่จะหลงอยู่ในความคิดถึงยุคทศวรรษ 1960 หากท่านหยิบแผ่น Sgt. Pepper เก่า ๆ ของท่านขึ้นมา ซึ่งยังมีอยู่มากมายในหลายบ้าน เพื่อนบางคนย้ายข้ามรัฐหรือข้ามทวีป ทิ้งสัตว์เลี้ยง เก้าอี้ตัวโปรด หรือรถคู่ใจไว้เบื้องหลัง แต่ยังคงเก็บอัลบั้มนั้นไว้ พวกเขาอาจไม่ได้ฟังมันอีกแล้ว แต่กลับรู้สึกอุ่นใจเมื่อเห็นแผ่นเสียงนั้นวางอยู่บนชั้น...เหมือนไดอารี่หรือหนังสือรุ่นสมัยเรียน

ข้าพเจ้าเองก็เคยหลงใหลใน Sgt. Pepper ตอนที่มันออกมาใหม่ ๆ และได้เก็บรักษาแผ่นเสียงไว้ในห้องสมุดของตัวเองด้วยความรัก แม้กระทั่งเคยเสนอชื่ออัลบั้มนี้ให้เป็นอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยมอันดับ 4 ตลอดกาลตอนที่พอล แกมบัคชินี่โทรมาขอให้จัดอันดับ Top 10 แต่ความจริงคือ ข้าพเจ้าไม่ได้ฟังแผ่นเสียงนี้มาหลายปีแล้ว

ไม่เหมือนกับแผ่นเสียงไวนิลต้นฉบับ แผ่นคอมแพกต์ดิสก์ของ Sgt. Pepper ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบันมากกว่าการย้อนอดีต ปกอัลบั้มยังเหมือนเดิม แต่ถูกบรรจุอย่างเรียบร้อยในกล่องพลาสติกแข็ง ทำให้เราไม่สามารถจับต้องมันได้แบบที่เคยทำกับแผ่นเสียง ภาพถ่ายก็มีขนาดเล็กลงมาก แต่ความแตกต่างเหล่านี้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง

ความแตกต่างที่สำคัญคือ นี่คือปี 1987 ซีดีซึ่งแคปปิตอลเตรียมวางจำหน่ายในวันจันทร์เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของอัลบั้ม กำลังเชื้อเชิญให้เรากลับมาฟังอัลบั้มนี้อีกครั้ง . . . ด้วยมุมมองของปี 1987

ถ้าดูจากมุมมองนั้น Sgt. Pepper ก็ไม่ได้ดูดีนัก จากอัลบั้มที่เคยเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมยุคหนึ่ง บัดนี้มันกลับกลายเป็นเพียงของเก่าที่น่าสนใจจากอดีตกาล สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความแปลกใหม่ซึ่งเคยจุดประกายให้วงดนตรีนับร้อยคิดอย่างมีศิลปะมากขึ้น (ซึ่งเป็นพรที่ปนเปื้อนโทษ เมื่อพิจารณาถึงความเย่อหยิ่งของดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกยุคต้นทศวรรษ 1970) ก็ไม่สามารถกลบจุดอ่อนของเนื้อหาดนตรีได้อีกต่อไป

เพลงเปิดตัวธีม “Sgt. Pepper” ของแม็กคาร์ตนีย์ยังคงเริ่มต้นได้อย่างน่าดึงดูด และ “A Little Help From My Friends” ก็สานต่อได้อย่างมีสไตล์ เพลง “Lucy in the Sky With Diamonds” ของจอห์น เลนนอน ยังคงเป็นหนึ่งในเพลงที่เปล่งประกายที่สุดของเดอะบีทเทิลส์ โดยบังเอิญ เพลงสองเพลงหลังนี้ต่อมากลายเป็นเพลงฮิตติดท็อป 10 สำหรับโจ ค็อกเกอร์ และเอลตัน จอห์น ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หลังจากเพลง “Getting Better” ของแม็กคาร์ตนีย์ ทุกอย่างก็เริ่มแย่ลงอย่างรวดเร็ว

เพลง “When I’m 64” ของแม็กคาร์ตนีย์มีจังหวะแบบวอดวิลที่ฟังติดหูดี แต่เพลงอีกเจ็ดเพลงที่เหลือ (ก่อนจะวนกลับไปที่ธีมอีกครั้ง) กลับเป็นช่วงที่ยาวนานที่สุดของเนื้อหาที่ธรรมดาเกินคาดที่เดอะบีทเทิลส์เคยบันทึกลงแผ่นเสียง เพลง “She’s Leaving Home” ของแม็กคาร์ตนีย์ เป็นเรื่องราวช่องว่างระหว่างวัยที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยความซาบซึ้งแบบน้ำเน่า เป็นความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดความสะเทือนใจในแบบเดียวกับ “Eleanor Rigby” ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกัน

เพลง “Within You Without You” ของจอร์จ แฮร์ริสัน แทบจะไม่เป็นเพลงเลยด้วยซ้ำ มันคือการเรียงร้อยแนวคิดเชิงปรัชญาอย่างเงอะงะ เช่น “เรากำลังพูดถึงช่องว่างระหว่างพวกเราทุกคน / และผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านแห่งภาพลวงตา...” ฟังแค่นี้ก็อาจจะรู้สึกพอแล้วใช่ไหม?

เพลง “Good Morning, Good Morning” ของเลนนอน—ซึ่งว่ากันว่าชื่อเพลงได้แรงบันดาลใจมาจากกล่องซีเรียลอาหารเช้า—แทบไม่มีอะไรน่าจดจำมากนัก นอกจากเนื้อร้องที่สะท้อนความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉันไม่มีอะไรจะพูด แต่ก็ไม่เป็นไร” ในบรรยากาศที่เกื้อหนุนของปี 1967 มันก็ถือว่าโอเคอยู่ แต่ช่วงเวลาแบบนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เลนนอนและแม็กคาร์ตนีย์กลับมาอย่างงดงามในเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม “A Day in the Life” ซึ่งเป็นหนึ่งในบทเพลงที่สง่างามและชวนดื่มด่ำที่สุดของพวกเขา เพลงนี้เป็นภาพตัดต่อของอารมณ์หม่นเศร้าและสะท้อนใจ ซึ่งหลาย ๆ ภาพในเนื้อเพลงได้แรงบันดาลใจมาจากข่าวในหนังสือพิมพ์เพียงวันเดียว

แม้ว่า Sgt. Pepper จะเต็มไปด้วยความตระการตา แต่เสียงดนตรีกลับฟังดูไม่เป็นธรรมชาติและฝืนเกินไป ในขณะที่ผลงานช่วงก่อนหน้านั้นของเดอะบีทเทิลส์ซึ่งเปี่ยมด้วยความเฉลียวฉลาด กลับให้ความรู้สึกสดใหม่และมีชีวิตชีวามากกว่าอย่างชัดเจน

ในดนตรีนั้นมีความแสบสันในแบบเลนนอนน้อยเกินไป และมีท่วงทำนองอันไหลลื่นแบบแม็กคาร์ตนีย์น้อยเกินไป ยกเว้นในบางช่วงที่โดดเด่นตามที่กล่าวถึง เพลงส่วนใหญ่กลับมีความรู้สึกของความเป็นมนุษย์และอารมณ์จริงอยู่น้อยเกินไป แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับเทคนิคมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกจำนวนมากที่ได้รับอิทธิพลจากอัลบั้มนี้ จึงออกมาแห้งแล้งและไร้ชีวิตชีวาเช่นนั้น

แม้อาจไม่มีอัลบั้มร็อกใดที่สะท้อนวัฒนธรรมได้ชัดเจนเท่า Sgt. Pepper แต่อัลบั้มนี้ก็แทบจะตายไปพร้อมกับวัฒนธรรมนั้น หากท่านคิดว่าคำวิจารณ์นี้รุนแรงเกินไป ลองทำแบบทดสอบนี้ดู ถ้าท่านไม่ได้ฟังอัลบั้มนี้มาหลายปี ลองเปิดเทปฟังระหว่างเดินทางไปโรงเรียนหรือที่ทำงานในวันจันทร์ แล้วดูว่าท่านอยากฟังมันอีกครั้งตอนขากลับหรือไม่

No comments:

Post a Comment